เอเทร็ก - สารป้องกันและกำจัดวัชพืช | Syngenta
ประเทศไทย
aatrex-banner

เอเทร็ก

Last updated:
21.06.2021

สารป้องกันและกำจัดวัชพืช

สารป้องกันและกำจัดวัชพืช

ชื่อสามัญ: 
กลุ่มสารเคมี: 
กลุ่ม C1 (สารกำจัดวัชพืช)

จุดเด่น เอเทร็ก

สารกำจัดวัชพืชแบบเลือกทำลาย ออกฤทธิ์ทั้งคุมและฆ่าวัชพืช วัชพืชทั้งใบแคบและใบกว้าง ใช้ฉีดพ่นเพื่อกำจัดวัชพืช ใน ข้าวโพด และอ้อย

ข้อความแสดงข้อควรระวัง

  • วิธีเก็บรักษา : ต้องเก็บ เอเทร็ก 90 ดับบลิวจี ในภาชนะเดิมที่ปิดแน่น มีฉลากติดอยู่ และไม่ให้ถูกแสงแดด สถานที่เก็บต้องแห้งและเย็น ห่างไกลจากเด็ก อาหาร น้ำดื่ม สัตว์เลี้ยงและเปลวไฟ
  • คำเตือน : เอเทร็ก 90 ดับบลิวจี เป็นวัตถุอันตรายต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง เพื่อป้องกันมิให้เป็นอัตรายต่อผู้ใช้และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ผู้ใช้ต้องปฏิบัติดังนี้ : 1. ห้าม ดื่มน้ำ กินอาหาร หรือสูบบุหรี่ในขณะปฏิบัติงาน ห้าม เทสารที่เหลือ หรือล้างภาชนะบรรจุ อุปกรณ์ เครื่องพ่นสารลงในแม่น้ำ ลำคลอง หรือบริเวณใกล้เคียง เมื่อใช้สารฯ หมดแล้ว ห้าม ใช้ไฟเผาภาชนะบรรจุ หรือนำกลับไปใช้อีก ห้าม เด็ก และผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในบริเวณที่กำลังพ่นสาร 2. ขณะผสม ต้อง สวมถุงมือยาง และหน้ากากเพื่อป้องกันมิให้สารเข้มข้นถูกผิวหนัง และกระเด็นเข้าตา การผสมให้ใช้ ไม้กวน ขณะพ่นสาร ต้อง อยู่เหนือลมเสมอ และควรสวมถุงมือยาง และหน้ากาก ต้อง ล้างมือ และหน้าให้สะอาดด้วย สบู่ และน้ำก่อนกินอาหาร ดื่มน้ำ หรือสูบบุหรี่ หลังจากทำงานเสร็จแล้ว ต้อง อาบน้ำ สระผม เปลี่ยนเสื้อผ้าและซักชุดที่สวมทำงานให้สะอาด ภาชนะบรรจุเมื่อใช้หมดแล้วให้กลั้ว ล้างด้วยน้ำ 3 ครั้ง และรวมเอาน้ำล้างไปใช้ผสมพ่นสาร กำจัดภาชนะบรรจุโดยทำลายแล้วฝังดิน หรือรวมทิ้งให้ปลอดภัย 3. ระวัง อย่าให้เข้าปาก ตา จมูก หรือถูกผิวหนังและเสื้อผ้า ระวัง ความเป็นพิษของสารต่อพืชอื่นๆ ที่ปลูกร่วม ปลูกใกล้เคียง หรือปลูกตามหลัง 4. ให้พ่นสารสลับกับผลิตภัณฑ์กลุ่มอื่นที่มีอักษรต่างกัน เพื่อหลีกเลี่ยง การเกิดวัชพืชต้านทานสารกำจัดวัชพืช 5. เป็นพิษต่อปลา ต้องระวังการชะล้างลงสู่แหล่งน้ำำ
  • อาการเกิดพิษ : 1. ถ้าสัมผัส หรือสูดดม จะทำให้เกิดการระคายเคือง ผิวหนัง ตา ช่องทางหายใจ 2. หากกลืนกินเข้าไป อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย พิษมากจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง ชัก
  • การแก้พิษเบื้องต้น : 1. ถ้าเกิดอาการเป็นพิษเนื่องจากการสูดดม รีบนำผู้ป่วยออกจากบริเวณที่ใช้ และให้พักผ่อนในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก หากอาการไม่ทุเลา รีบไปพบแพทย์ 2. ถ้าเข้าตาให้รีบล้างออกด้วยน้ำสะอาดจำนวนมากนาน 15 นาที หากอาการไม่ทุเลา รีบไปพบแพทย์ 3. ถ้าถูกผิวหนังให้ล้างออกด้วยสบู่และน้ำจนสะอาด ถ้าเปื้อนเสื้อผ้าให้รีบอาบน้ำ และเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ทันที 4. ถ้าเข้าปากให้รีบบ้วนน้ำล้างปาก หากกลืนกิน ห้ามทำให้อาเจียน และ ห้าม ให้น้ำ เครื่องดื่ม หรืออาหารใดๆ ทั้งสิ้น รีบนำผู้ป่วยส่งแพทย์ทันทีพร้อมภาชนะบรรจุและฉลาก
  • คำแนะนำสำหรับแพทย์ : 1. รักษาตามอาการ 2. หากกลืนกินเข้าไปจำนวนมากให้ล้างท้องแล้วตามด้วย activated charcoal 25 g ผสมน้ำ 300 ml และ sorbitol 70% 1-2 ml/kg น้ำหนักตัว (เด็กต่ำกว่า 12 ปีลดขนาดเป็น sorbitol 35% 1.5-2.3 ml/kg น้ำหนักตัว)

ฉลากเสริม

ทะเบียนวัตถุอันตรายเลขที่ 582-2557
(ทะเบียนหมดอายุวันที่ 20 พฤษภาคม 2563)
กลุ่มสารเคมี : 1,3,5-triazine [กลุ่ม C1]

ข้าวโพด

ข้าวโพด

วัชพืชประเภทใบแคบ เช่น หญ้านกสีชมพู หญ้าดอกขาว และหญ้าตีนกา
วัชพืชประเภทใบกว้าง เช่น ผักโขม และผักโขมหิน

ใช้ก่อนวัชพืชงอก (pre-emergence)

อัตรา: 300 กรัม ผสมน้ำ 60-80 ลิตร พ่นบนพื้นที่ 1 ไร่ หรืออัตรา 75 กรัม ผสมน้ำ 15-20 ลิตร พ่นบนพื้นที่ 1 งาน
วิธีการ: พ่นคลุมดินขณะดินมีความชื้นก่อนข้าวโพด และวัชพืชงอก

ใช้หลังวัชพืชงอก (post-emergence)

อัตรา: 450 กรัม ผสมน้ำ 60-80 ลิตร พ่นบนพื้นที่ 1 ไร่ หรืออัตรา 112.5 กรัม ผสมน้ำ 15-20 ลิตร พ่นบนพื้นที่ 1 งาน
วิธีการ: พ่นหลังวัชพืช และข้าวโพดงอกแล้ว 7 วัน หลังปลูก

อ้อย

อ้อย

  • วัชพืชประเภทใบแคบ เช่น หญ้าดอกขาว หญ้าข้าวนก หญ้าตีนติด หญ้ารังนก และหญ้าหางนกยูงใหญ่
    วัชพืชประเภทใบกว้าง เช่น ผักโขม ผักโขมหิน ผักเบี้ยใหญ่ ผักเบี้ยหิน ขี้กาแดง และโสนหางไก่
    วัชพืชประเภทกก เช่น กกทราย
     
  • ใช้ก่อน วัชพืชงอก (preemergence) หรือ หลังวัชพืชงอก (post-emergence)
    อัตรา:
    360-450 กรัม ผสมน้ำ 60-80 ลิตร พ่นบนพื้นที่ 1 ไร่ หรืออัตรา 90-115 กรัม ผสมน้ำ 15-20 ลิตร พ่นบนพื้นที่ 1 งาน
    วิธีการ: พ่นหลังปลูกอ้อยขณะดินมีความชื้น หรือวัชพืชมีจำนวนใบ 2-3 ใบ
  • สารกำจัดวัชพืชแบบเลือกทำลาย ออกฤทธิ์ทั้งคุมและฆ่าวัชพืช วัชพืชทั้งใบแคบและใบกว้าง ใช้ฉีดพ่นเพื่อกำจัดวัชพืช ใน ข้าวโพด และอ้อย