สารจากบริษัท
วิกฤตการณ์ทางการเกษตร
แม้ว่าเราจะอยู่ในช่วงวิกฤตการณ์ทางการเกษตรที่เกษตรกรทั่วโลกต้องเผชิญกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของ
สภาพภูมิอากาศอันส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรถูกรบกวนจากศัตรูพืชและปัจจัยอื่นๆ ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น แต่เกษตรกรก็ยังคงต้องผลิตผลผลิตทางการเกษตรให้เพียงพอต่อความต้องการของประชากรกว่า 8 พันล้านคนทั่วโลก ในทุกๆวัน และมีการคาดการณ์ว่า จำนวนประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 9.7 พันล้านคน ภายในปี พ.ศ. 2593 เกษตรกรจึงจำเป็นต้องสร้างผลผลิตทางการเกษตรให้ได้มากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และคำนึงถึงการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติด้วย
ซินเจนทา กรุ๊ป เราทำงานร่วมกับเกษตรกรอย่างใกล้ชิด เราเชื่อว่าการเกษตรสามารถเลี้ยงดูผู้คน โดยที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบกับความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินและธรรมชาติได้
กว่าทศวรรษที่ผ่านมา ซินเจนทา กรุ๊ป เป็นหนึ่งในบริษัทแรกๆของอุตสาหกรรมเกษตร ที่มีแผนการดำเนินงานด้านความยั่งยืน เราทำงานร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดบทบาทที่สามารถสร้างความแตกต่างของเราในอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันก็สร้างโอกาสให้เป็นประโยชน์ และนำประเด็นความยั่งยืนมาเป็นหัวใจหลักของการดำเนินธุรกิจด้วย
ซินเจนทา กรุ๊ป เชื่อว่า การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ จะช่วยบูรณาการความยั่งยืนในทุกภาคส่วนของธุรกิจ และเพื่อที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว เราจึงกำหนดภารกิจสำคัญที่มีเป้าหมายชัดเจนด้านความยั่งยืนไว้ ทั้งสิ้น 4 ประการ
ภารกิจสำคัญด้านความยั่งยืน
ในปี พ.ศ. 2556 ซินเจนทาเป็นหนึ่งในบริษัทแรกๆที่ได้กำหนดแผนงานด้านความยั่งยืน ภายใต้แผน Good Growth Plan : GGP ซึ่งทำหน้าที่เป็นดั่งเข็มทิศแห่งความยั่งยืนขององค์กร โดยในปี พ.ศ. 2563 เราบรรลุเป้าหมายเบื้องต้นตามแผนการดังกล่าว ซึ่งทางบริษัทมีความภาคภูมิใจที่ได้ดำเนินโครงการ และด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทำให้บรรลุผลลัพธ์มากมายอย่างต่อเนื่อง
หลังจากมีการควบรวมธุรกิจเป็น ซินเจนทา กรุ๊ป กลุ่มบริษัทได้ยกระดับขีดความสามารถให้พัฒนามากขึ้น โดยกำหนดให้ “ความยั่งยืน” เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ทางธุรกิจ พร้อมระบุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ซึ่งช่วยกำหนดแนวทางด้านนวัตกรรมและยกระดับความโปร่งใสในธุรกิจ ทั้งนี้ เราได้กำหนดภารกิจเร่งด่วนด้านความยั่งยืนอย่างมีเป้าหมายที่ชัดเจน ไว้ 4 ประการ ดังนี้
เพิ่มผลผลิต ลดผลกระทบ
- มุ่งเน้นการเพิ่มผลผลิตในภาคการเกษตรควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้เทคโนโลยีที่ยั่งยืนมากขึ้น
ในการทำการเกษตรไม่ว่าจะเป็นประเภทใด ล้วนยากที่จะหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ภาคการเกษตรก็สามารถส่งผลเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมได้เช่นกัน อาทิ การดักจับก๊าซเรือนกระจกด้วยพืชและดิน หรือการทำการเกษตรที่ช่วยลดความเสี่ยงจากอุทกภัย เป็นต้น
ภาคการเกษตรทั่วโลกจำเป็นต้องเสริมสร้างขีดความสามารถในการเพิ่มผลผลิต พร้อมทั้งหาทางเลือกที่ยั่งยืนเพื่อสร้างตลาดที่มีประสิทธิภาพและตรงเป้าหมายมากขึ้น รวมถึงต้องเพิ่มประโยชน์คืนให้กับธรรมชาติ ตัวเกษตรกร และผู้บริโภค
ด้วยแนวคิด “Safe by Design” หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยในทุกขั้นตอนของการผลิต เรามุ่งพัฒนาสูตรและรูปแบบการใช้ที่ลดโอกาสในการสัมผัสสารให้เหลือน้อยที่สุด พร้อมทั้งให้มีการทดสอบผลิตภัณฑ์ทั้งหมดอย่างครอบคลุมและสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าเกษตรกรสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย
ตั้งแต่ขั้นตอนการคิดค้น เราเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทิ้งสารตกค้างหรือมีระดับสารตกค้างที่ต่ำมาก สามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้ในดิน และมีลักษณะที่ไม่เป็นอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อม
เราพัฒนาสารกระตุ้นทางชีวภาพเพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกที่มากขึ้นในการปกป้องผลผลิต จากศัตรูพืชและโรคพืช ช่วยให้พืชผลมีคุณภาพและเจริญเติบโตได้ดียิ่งขึ้น
เรามีการใช้นวัตกรรมด้านการเพาะพันธุ์ การปรับปรุงพันธุกรรม โดยทีมนักวิทยาศาสตร์ของเราสามารถเร่งกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และพัฒนาความทนทานของพืชในทุกด้าน นอกจากนี้ ซินเจนทา กรุ๊ป ยังได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีความแม่นยำมาใช้ในธุรกิจ เพื่อพัฒนาแนวทางการปฏิบัติด้านการเกษตรที่ยั่งยืนมากขึ้น
เป้าหมายของเรา
- อบรมแรงงานในภาคเกษตร ประเด็นการใช้ผลิตภัณฑ์อย่างมีความรับผิดชอบ ถูกต้องและปลอดภัยให้ได้ 18 ล้านคนต่อปี ภายในปี พ.ศ. 2573
- เชื่อมต่อพื้นที่เพาะปลูกจำนวน 100 ล้านเฮกตาร์ กับแพลตฟอร์มดิจิทัล CROPWISE ภายในปี พ.ศ. 2573
- ขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์สู่ความยั่งยืนผ่านกรอบการทำงานด้านความยั่งยืน (Portfolio Sustainability Framework PSF) ที่เริ่มใช้ในบริษัทซินเจนทา ตั้งแต่ พ.ศ. 2567
ความคืบหน้าของเรา
ขยายพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ชีวภาพของเรา
- เรายังคงขยายพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ชีวภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มทางเลือกและชุดเครื่องมือโซลูชันที่หลากหลายยิ่งขึ้นให้แก่เกษตรกร หนึ่งในนั้นคือ ปุ๋ยชีวภาพ ซึ่งช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพการดูดซับสารอาหารของพืช (NUE) ให้ดียิ่งขึ้น
เสริมศักยภาพเกษตรกรด้วยเครื่องมือดิจิทัล
- เครื่องมือดิจิทัลและข้อมูลยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนการเกษตรอย่างยั่งยืน แอปพลิเคชันมือถือ CROPWISE® Sustainability ซึ่งผสานการทำงานร่วมกับแบบจำลอง Cool Farm Tool ช่วยให้เกษตรกรสามารถประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับพืชผลได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และแม่นยำ จากข้อมูลที่มีอยู่ พร้อมทั้งสนับสนุนการวัดผลและปรับปรุงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ฟื้นฟูดินและธรรมชาติ
- มุ่งเน้นการใช้ระบบเกษตรกรรมฟื้นฟูเพื่อช่วยให้เกษตรกรพัฒนาผลผลิต ปรับปรุงคุณภาพดิน เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และพืชสามารถทนต่อสภาพอากาศได้ดีขึ้น โดยการปลูกพืชคลุมดิน การใช้เทคนิคไม่ไถหน้าดิน และการใช้ปัจจัยการผลิตทางเคมีและชีวภาพอย่างแม่นยำ
เรามีการดำเนินการตามระบบเกษตรกรรมฟื้นฟู ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืชคลุมดิน เทคนิคแบบไม่ไถหน้าดิน และการใช้ปัจจัยการผลิตทางเคมีและชีวภาพอย่างแม่นยำ ช่วยเกษตรกรให้ลดผลกระทบต่อพื้นที่เพาะปลูกอันเนื่องมาจากสภาพอากาศที่แปรปรวน เช่น ความร้อน หรือความแห้งแล้ง เป็นต้น จะเห็นว่า สภาวะและระบบนิเวศแต่ละประเภทก็ต้องใช้ วิธีเพาะปลูกที่แตกต่างกัน คุณภาพของดินจึงมีบทบาทสำคัญในการรักษาและส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อเป็นการเพิ่มผลผลิตอย่างยั่งยืนนั่นเอง
เกษตรกรยังสามารถปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและพืชพันธุ์ตามธรรมชาติได้ด้วยการเพิ่มผลผลิตในพื้นที่เกษตรกรรมที่ตนมีอยู่อย่างยั่งยืน
ซินเจนทา กรุ๊ป มุ่งมั่นสนับสนุนเกษตรกรในการแก้ไขปัญหาการเสื่อมโทรมของดินและการปล่อยมลพิษในพื้นที่เพาะปลูก ขณะเดียวกันก็เพิ่มผลผลิตในพื้นที่ที่มีอยู่ โดยเราลงทุนในการวิจัย และพัฒนาวิธีการที่เหมาะสมกับพื้นที่ต่างๆ เพื่อเพิ่มคุณภาพดินและการดักจับคาร์บอน พร้อมๆ ไปกับการเพิ่มผลผลิตในพื้นที่เพาะปลูกอีกด้วย
เรามองว่า สารกระตุ้นทางชีวภาพมีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ เนื่องจากดินเกี่ยวข้องโดยตรงกับสรีรวิทยาของพืช เรามุ่งเน้นพัฒนาการรักษาสภาพของเซลล์พืช รากพืชให้แข็งแรงขึ้น ปรับปรุงความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน การดูดซึมสารอาหาร และศักยภาพของพืชต่อสภาพอากาศ เช่น ความร้อนและภัยแล้ง
สุขภาพของดินมีบทบาทสำคัญในการปกป้องและเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ เนื่องจากบริบทและระบบนิเวศเฉพาะของแต่ละท้องถิ่นต้องการแนวทางการเกษตรที่แตกต่างกันออกไป เพื่อการผลิตผลผลิตอย่างยั่งยืน
ซินเจนทา กรุ๊ป มุ่งมั่นที่จะจัดสรรทรัพยากรเพื่อพัฒนาความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งที่อยู่อาศัยและดินประเภทต่างๆ บนพื้นฐานของข้อมูล
เป้าหมายของเรา
- ดำเนินการตามระบบเกษตรกรรมฟื้นฟู ให้ครอบคลุมพื้นที่ 50 ล้านเฮกตาร์ ภายในปี พ.ศ. 2573
- ผลิตเมล็ดพันธุ์โดยใช้กระบวนการตามระบบเกษตรกรรมฟื้นฟูให้ได้ร้อยละ 85 ภายในปี พ.ศ. 2575
ความคืบหน้าของเรา
ผู้นำด้านเกษตรกรรมฟื้นฟู
- ในปี พ.ศ. 2567 เราได้ขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรกรรมฟื้นฟูครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกรวมกว่า 16.4 ล้านเฮกตาร์ โดยในจำนวนนี้ 8.9 ล้านเฮกตาร์ ได้รับการฟื้นฟูสภาพดินและเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ ขณะที่อีก 7.5 ล้านเฮกตาร์ ได้รับประโยชน์จาก 136 โครงการที่ดำเนินการใน 32 ประเทศทั่วโลก
ยกระดับคุณภาพชีวิตในชนบท
- มุ่งพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตให้เกษตรกรที่ด้อยโอกาสและมีรายได้ต่ำ โดยส่งเสริมการเข้าถึงปัจจัยการผลิต ความรู้ การเงิน และการตลาด
ด้วยเกษตรกรรายย่อยถือเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ในพื้นที่ชนบท พวกเขามักจะขาดความรู้ความเข้าใจและปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ สิ่งเหล่านี้มีความจำเป็นต่อการเกษตรกรรมที่ดี ซินเจนทา กรุ๊ป จึงมุ่งส่งเสริมศักยภาพของเกษตรกรรายย่อย ในการปกป้องผลผลิตจากศัตรูพืช โรคที่อาจเกิดขึ้น และสภาพอากาศที่มีความแปรปรวน เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น มีกำไรมากขึ้น และยั่งยืนยิ่งขึ้นต่อไป
เรามีการนำเสนอ Digital Solutions เพื่อสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย อาทิ แอพพลิเคชั่นที่ช่วยให้เข้าถึงฟีเจอร์เกษตรอัจฉริยะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สำหรับผู้ปลูกฝ้าย ข้าว ข้าวโพด และข้าวสาลี
เรามีศูนย์เกษตรครบวงจร เช่น แพลตฟอร์มเกษตรกรรมสมัยใหม่ (MAP) ในจีน และศูนย์เซนทริโก (CENTRIGO) ในเอเชียแฟซิฟิก ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย ให้เข้าถึงความรู้ ความเข้าใจในปัจจัยการผลิต การเงิน และการตลาด โดยในปัจจุบันเรามีศูนย์ MAP หลายแห่งในจีน รวมถึงมีศูนย์เซนทริโกในประเทศไทย บังคลาเทศ อินโดนีเซีย ปากีสถาน และอินเดีย อีกทั้งยังมีแผนที่จะขยายไปยังภูมิภาคอื่นๆ ต่อไปด้วย
นอกจากนี้ ซินเจนทา กรุ๊ป มีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันการจ้างงานที่เป็นธรรมและปลอดภัย เราจึงมีการบังคับใช้แผนการจ้างงานที่เป็นธรรมในโรงงานผลิต รวมไปถึงกระบวนการแปรรูปเมล็ดพันธุ์ ในทุกประเทศที่เรามีโรงงาน ให้ครอบคลุมภายในปี พ.ศ. 2568
เป้าหมายของเรา
- ขยายศูนย์บริการเกษตรกรเป็น 1,000 แห่ง ภายในปี พ.ศ. 2571 และมุ่งเพิ่มรายได้ของเกษตรกรที่เข้าใช้บริการให้ได้ร้อยละ 8 เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้เข้ารับบริการ
- เปิดตัวโครงการใหม่ ที่เป็นนวัตกรรมสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกผัก เพิ่มผลกำไร 10% สำหรับลูกค้ารายย่อยที่ เข้าร่วม ภายในปี พ.ศ. 2573
- ดำเนินการโครงการจ้างงานที่เป็นธรรมในประเทศผู้ผลิตและแปรรูปเมล็ดพันธุ์ทั้งหมด ภายในปี พ.ศ. 2568
ความคืบหน้าของเรา
ขับเคลื่อนการผลิตเมล็ดพันธุ์อย่างยั่งยืน
- ปัจจุบันกว่า 89% ของเมล็ดพันธุ์จากซินเจนทา ผลิตภายใต้แนวทางเกษตรกรรมแบบฟื้นฟู เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนทั้งในระดับแปลงเกษตรและสิ่งแวดล้อม พร้อมกันนี้ โครงการแรงงานที่เป็นธรรม (Fair Labor Program) ของเรายังได้รับการนำไปปฏิบัติในกว่า 95% ของประเทศที่ซินเจนทาดำเนินธุรกิจ
ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
- มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินธุรกิจและห่วงโซ่อุปทาน สร้างวัฒนธรรมที่หลากหลาย และยอมรับความแตกต่าง รวมถึงส่งเสริมสุขภาพและความปลอดภัยของบุคลากร
ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร เรามุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้าลด Carbon Footprint ในประเภทที่ 1 การปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกทางตรงขององค์กร (SCOPE I) และ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (SCOPE II) ลงร้อยละ 38 ภายในปี พ.ศ.2573 เมื่อเทียบกับค่ากรณีฐานของปี พ.ศ.2565 (2022 baseline)
เรายังมองหาทางเลือกในการจัดหาไฟฟ้าหมุนเวียน การร่วมอนุรักษ์พลังงานและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน รวมถึงการลดการใช้พลังงานไฟฟ้า และลดปริมาณของเสียในพื้นที่การผลิตของเรา ทั้งนี้ ด้วยการดำเนินงานของบริษัทเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เราจึงร่วมมือกับบริษัทที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อพัฒนากระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้มากที่สุด นอกเหนือจากนั้น เรายังรักษามาตรฐานด้านสุขภาพและความปลอดภัย ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ โดยพนักงานทุกคนจะต้องตระหนัก ใส่ใจและรับผิดชอบต่อความปลอดภัยในการทำงานของกันและกันด้วย
นอกจากนี้ เรายังมุ่งสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยอมรับความแตกต่าง โดยยึดมั่นในหลักการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน และมีการจ่ายค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรม
เป้าหมายของเรา
- ตั้งเป้าลด Carbon Footprint ในประเภทที่ 1 การปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกทางตรงขององค์กร (SCOPE I) และ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (SCOPE II) ลงร้อยละ 38 ภายในปี พ.ศ.2573 เมื่อเทียบกับค่ากรณีฐานของปี พ.ศ.2565 (2022 baseline)
- ตั้งเป้าลด Carbon Footprint ในประเภทที่ 3 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ (SCOPE III) โดยเริ่มจาก Syngenta Crop Protection และ Syngenta Seeds ภายใน พ.ศ. 2568
- ตั้งเป้าการเกิดอุบัติเหตุเป็นศูนย์และมีเป้าหมายในการลดอัตราการบาดเจ็บในองค์กร จากทั้ง 4 บริษัทในเครือ ให้ต่ำกว่าร้อยละ 0.25 ภายในปี พ.ศ. 2568
ความคืบหน้าของเรา
ความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน
- เรามุ่งเสริมสร้างความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทานอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับนโยบายการจัดหา ทั้งในธุรกิจสารอารักขาพืช (Crop Protection (CP)) และเมล็ดพันธุ์ (Seed) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความยั่งยืนตลอดกระบวนการผลิต
การจัดการคาร์บอน
- เรากำลังพัฒนาเครื่องมือและระบบสนับสนุน ที่ช่วยผลักดันการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 1, 2 และ 3 อย่างมีนัยสำคัญ โดยตั้งเป้าหมายชัดเจนสู่ปี พ.ศ. 2573 ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพข้อมูล การเข้าถึงข้อมูล และระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ
การกำหนดเป้าหมายการปล่อยมลพิษ
- ในปี พ.ศ. 2568 เราจะประกาศเป้าหมายการลดการปล่อยมลพิษใน Scope 3 อย่างเป็นทางการ (ไม่รวมกิจกรรมแลกเปลี่ยนสินค้า) เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของซินเจนทาในการขับเคลื่อนการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศให้เกิดผลลัพธ์ทั่วทั้งอุตสาหกรรม
นำภารกิจสำคัญด้านความยั่งยืนไปปฏิบัติ
ยกระดับพลังแห่งนวัตกรรม
นวัตกรรมเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาเกษตรกรรมและนำไปสู่การบรรลุภารกิจสำคัญด้านความยั่งยืนของเรา ซินเจนทา กรุ๊ป มีทีมงานวิจัยและพัฒนากว่า 6,500 คน ในสถานีวิจัยกว่า 150 แห่งทั่วโลก โดยภายในปี พ.ศ. 2568 เราวางเป้าหมายลงทุน 2 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่ยั่งยืนและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น
ร่วมมือกับพันธมิตร
การจะบรรลุเป้าหมายและเพื่อรับมือกับความท้าทายในอนาคตนั้น จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนนั่นคือ เกษตรกร ห่วงโซ่อุปทาน นักวิชาการ และชุมชนท้องถิ่น ซินเจนทา กรุ๊ป มีโครงการด้านความยั่งยืนและความร่วมมือกว่า 300 โครงการทั่วโลก และหนึ่งในพันธมิตรที่สำคัญของเราคือ The Nature Conservancy (TNC) ผู้ให้ข้อมูลเชิงลึกด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและการสร้างความยั่งยืน
ขับเคลื่อนกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้วยการวัดผล
ซินเจนทา กรุ๊ป พัฒนาเครื่องมือและวิธีการเพื่อขับเคลื่อนกลุ่มผลิตภัณฑ์ของเราไปสู่ความยั่งยืนมากขึ้น ซินเจนทา กรุ๊ป ได้พัฒนากรอบการทำงานด้านความยั่งยืน (Portfolio Sustainability Framework : PSF) เพื่อสร้างความโปร่งใส และช่วยในการตัดสินใจในเชิงกลยุทธ์ โดย PSF เริ่มนำมาใช้งานในธุรกิจสารอารักขาพืชในปี พ.ศ. 2567 และมีแผนที่จะขยายการใช้งานไปยังภาคส่วนอื่นๆ ของธุรกิจต่อไป