“โครงการเพาะดี กินดี” (Grow Well, Eat Well)

สร้างอนาคตที่ยั่งยืน และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรในภาคเหนือของประเทศไทย

ภาคเกษตรกรรมมีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย คิดเป็นสัดส่วน 8-10% ของ GDP แต่เกษตรกรรายย่อยยังคงเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ทั้งความรู้และทักษะที่จำกัดในการจัดการโรคพืชและศัตรูพืช ส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพไม่ดีเท่าที่ควร ปริมาณไม่แน่นอนกระทบต่อรายได้และคุณภาพชีวิต ทั้งยังถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาราคาผลผลิตที่ตกต่ำ การขาดโอกาสเข้าถึงตลาด สภาพอากาศที่แปรปรวน ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น นอกจากนี้ การขาดแผนการตลาดที่ดี มักนำไปสู่ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ จนเกษตรกรต้องทิ้งผลผลิตที่ขายไม่ออก ทั้งนี้ ทักษะที่จำกัดและการรวมกลุ่มที่ยังไม่เข้มแข็งยังทำให้เกษตรกรไม่สามารถต่อรองราคาที่เป็นธรรมได้ ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไร ทำให้เกษตรกรจำนวนมากต้องติดอยู่ในวงจรความยากจน อย่างไรก็ตาม ความต้องการพืชผักและอาหารที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ กำลังเปิดโอกาสให้เกษตรกรไทยปรับตัวสู่แนวทางการเกษตรที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

เพาะดี กินดี
โครงการเพาะดี กินดี

โครงการเพาะดี กินดี หรือ Grow Well, Eat Well ริเริ่มขึ้นเมื่อเดือนมกราคม 2567 มีระยะเวลาสามปี โดยซินเจนทา ประเทศไทย มูลนิธิรักษ์ไทยและพาร์ทเนอร์ห่วงโซ่อุปทานอื่นๆ มุ่งเน้นส่งเสริมการทำเกษตรกรรมที่ยั่งยืนและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ในปีแรกของโครงการได้มีการฝึกอบรมเกษตรกรในด้านเทคนิคการทำเกษตรกรรมที่ยั่งยืน เกษตรกรรมฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) และมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) เป็นจำนวน 516 คน (โดย 51.16% เป็นผู้หญิง) โดยซินเจนทา เป็นแกนนำในการให้ความรู้ด้านการต่อสู้กับศัตรูพืชและโรคพืช นำนวัตกรรมรวมทั้งแนวคิดใหม่ๆ มาเพิ่มผลผลิตและควบคุมคุณภาพของผลผลิต ซินเจนทาและรักษ์ไทยได้ดำเนินการจัดกิจกรรมเพื่อเกษตรกรมาแล้วมากกว่า 64 กิจกรรม โดยมีผู้เข้าร่วม 1,407 คน พัฒนาความรู้ด้านการจัดการศัตรูพืชและโรคพืช ส่งเสริมการได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP และสนับสนุนช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกร

โครงการเพาะดี กินดี อำเภอแม่แจ่ม
เพาะดี กินดี

โครงการยังได้ส่งเสริมความเข้มแข็งของการรวมกลุ่มกันของเกษตรกรเกิดเป็นการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผักปลอดภัยช่างเคิ่งบนในอำเภอแม่แจ่มและวิสาหกิจชุมชนผักปลอดภัยบ้านห้วยตอง อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ โดยในเฟสแรกของโครงการมีเกษตรกร 18 ครัวเรือนได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP สำหรับเกษตรกรในโครงการส่วนมากปลูกผักเคลและผักสลัด

ตลาดผักปลอดภัย
เพาะดี กินดี

โครงการเพาะดี กินดี มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยเกษตรกรผู้ปลูกผักเคลมีผลตอบแทนมากถึง 334% จากเงินลงทุน และผู้ปลูกผักสลัดมีผลตอบแทนมากถึง 268% นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้ง “ตลาดผักปลอดภัย” ในอำเภอแม่แจ่ม เพื่อจำหน่ายผักสดที่ได้รับการรับรอง GAP ผักที่ปลูกแบบเกษตรปลอดภัยและผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตรจากชุมชน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยและความมั่นคงทางอาหาร ทั้งนี้ กลุ่มประชากรผู้หญิงยังมีบทบาทสำคัญในโครงการ คิดเป็น 58.77% ของผู้เข้าร่วม ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศและความเข้มแข็งของชุมชน อีกทั้ง การได้รับการรับรอง GAP ของเกษตรกรยังช่วยผลักดันให้เกิดการทำเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปรับปรุงคุณภาพดิน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย

โครงการเพาะดี กินดี จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจและชุมชน ที่สามารถเปลี่ยนแปลงภาคเกษตรกรรมรายย่อยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน ด้วยแนวทางที่ผสมผสานเทคโนโลยีและความรู้ด้านการเกษตรสมัยใหม่ เพื่อตอบโจทย์ทั้งความท้าทายทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม สร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับเกษตรกรและชุมชนในภาคเหนือของประเทศไทย ส่งเสริมวัฒนธรรมการเกษตรที่ปลอดภัยและยั่งยืน

 

เสียงจากเกษตรกรในโครงการ

คุณสุมาลี ดวงจิน
คุณสุมาลี ดวงจิน

คุณสุมาลี ดวงจิน เกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่ ได้เปลี่ยนแปลงแนวทางการทำเกษตรกรรมของเธอผ่านโครงการเพาะดี กินดี ของซินเจนทา ประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการปลูกผักสลัดที่ได้มาตรฐาน GAP นับตั้งแต่เข้าร่วมโครงการในเดือนมกราคม 2567 รายได้ของคุณสุมาลีเพิ่มขึ้น 2-5 เท่า จากเงินลงทุนเริ่มต้น ช่วยให้เธอสามารถปลดหนี้และนำเงินไปลงทุนสร้างโรงเรือนเพื่อพัฒนาการเพาะปลูกให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้น อีกทั้งยังได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้สารกระตุ้นทางชีวภาพ และชอบ Isabion® ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ Bio-Stimulant ของซินเจนทามากเพราะช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชได้เป็นอย่างดี

 

คุณปรีดา สมวถา
คุณปรีดา สมวถา

คุณปรีดา สมวถา ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน “ผักปลอดภัยช่างเคิ่งบน” อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า โครงการนี้ช่วยให้เกษตรกรในชุมชนสามารถจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจที่เข้มแข็ง สร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ นอกจากนี้ การสนับสนุนจากซินเจนทาและมูลนิธิรักษ์ไทย ในด้านการวางแผนการเพาะปลูก ทำให้เกษตรกรสามารถคำนวณต้นทุนและกำไรได้ นับตั้งแต่เข้าร่วมโครงการในเดือนมกราคม คุณปรีดาปลูกผักเคลและผักสลัด และสามารถสร้างกำไรได้ 3 เท่าของเงินลงทุนเริ่มต้น รายได้ที่เพิ่มขึ้นนี้ช่วยให้สามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โรงเรือน และขยายการผลิตให้ตอบสนองความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นได้